ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกของข้าพเจ้าในขณะฝึกมวยไชยา บ้านครูแปรง การรับน้อง 1 พฤษภาคม 2548



วันนี้ 18 มกราคม 58 เขียนเรื่องรับน้องครั้งที่ ๑ ของบ้านครูแปรงช่วง วันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2548 ครูแปรงจัดให้มีการรับน้องขึ้นครั้งเเรกในสำนักเพื่อความสามัคคีกลมเกลียวในหมู่คณะ ต้องการสร้างระบบให้แข็งแรงเหมือนที่ชมรมอาวุธไทยรามคำแหงเคยเป็น ในสมัยที่ครูแปรงไปฝึกในราม
เราได้ค่ายรับน้องที่ จังหวัดชลบุรี สำนักสงฆ์โปร่งฟ้าหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ เจ้าสำนักสงฆ์เป็นพระมีคาถาอาคม ท่านสร้างตะกรุด 3 ชั้น 9 ชั้น ได้มีชื่อดัง จนรุ่นพี่ของเราในขณะนั้น คือพี่พงษ์ สมพงษ์ ดิษฐกระจัน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ เป็น ฌาณ ดิษฐกระจัน ได้ไปติดต่อเสาะหาหลวงพ่อ แล้วก็ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนการทำตะกรุดจากหลวงพ่อท่านนี้ และเห็นว่าสถานที่เป็นป่า มีอาณาเขตเหมาะสมกับการรับน้องของสำนักเรา เมื่อนำเข้าที่ประชุมสำนัก และครูแปรงอนุญาต จึงมีการจัดการรับน้องขึ้น เนื่องจากครูแปรงมีแผนที่จะจัดหลักสูตรมีดสั้นขึ้นด้วย แต่มีข้อแม้ว่าผู้ที่จะเข้าฝึกมีดสั้นในขณะนั้นจะต้องผ่านการรับน้อง และฝึกมวยจนมีขุมที่ดีพอสมควรเสียก่อน
พวกเราส่วนใหญ่ที่ทราบข่าวก็ต้องการจะสมัครเข้ารับน้องด้วยกันทั้งสิ้น แต่การรับน้องนั้นครูไม่ได้บังคับว่าจะต้องผ่านการฝึกมวยมาอย่างดีมาก่อนจึงจะเข้ารับน้องได้ การรับน้องครั้งแรกนี้จึงมีหลายๆคนที่ไม่เคยฝึกมวยไชยามาเลยสักครั้งซึ่งก็ได้เข้ารับน้องด้วยหลายๆคน

 เช้าวันแรกของการไปรับน้อง พวกเรานัดรวมตัวกันที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีรถครูแปรงคันบีเอ็มสีดำคันนึง รถพี่แหลม ศักย์ภูมิคันนึง รถอาจารย์ชูเดชคันนึง รถพี่ยิ่งคันนึง นัดกัน 7.30 น. แต่กว่าจะได้ออกเดินทางก็รอๆคนนั้น รอคนนี้อยู่ จนราว 9.00 น. จึงได้ออกเดินทาง เส้นทางที่เราไปในช่วงท้ายๆนั้นเริ่มขลุกขลัก ถนนยางมะตอยหายไป เเละมีเพียงถนนลูกรัง แดงๆ มีหลุมเยอะๆออกมาต้อนรับเราแทน

พอไปถึงรถยังไม่ทันจอด เสียงนกหวีดก็ดัง รุ่นพี่ตะโกนสั่งให้น้องทุกคนลงจากรถ ไปเข้าแถวกลางถนน วันนั้นฝนตกซะหนักก่อนเรามาถึง และยังตกอยู่พอสมควรตอนเราเข้าแถว พอพวกเราเข้าแถว รุ่นพี่ ตอนนั้นมี พี่แหลม พี่ยิ่ง พี่ป๊อป มาคุมแถวเรา เขาแบ่งพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม วิธีที่พวกเขาใช้แยกเราคือให้เราจับคู่หาคนที่เราถูกใจ แล้วค่อยจับเราแยกอีกที แล้วก็มีการละเล่นเริ่มออกมา เริ่มจากผู้คุมชุดฝึก สั่งให้เราแปลงร่างเป็นซุปเปอร์แมน ให้เอากางเกงในมาไว้ข้างนอกให้เร็วที่สุด เราก็วิ่งเข้าป่าไปจัดมาคนละชุด ซุปเปอร์แมนไชยาแต่ละคนก็คนละแนวตามสีกางเกงใน

พอมาฐานที่สอง อันนี้พี่แหลมคุม แกว่าฝนตกพอดี น้ำเปียกๆ มันต้องมีปลาหมอ เลยสั่งให้พวกเรานอนลงเอามือไพล่หลังแล้วแถกไปตามทางดินลูกรังที่เปียกแฉะ พอมาได้สัก 30 เมตร พี่แหลมก็เปลี่ยนคำสั่ง ให้พวกเราเดินเหี้ย พวกเราไม่มีใครเคยรู้จักเดินเหี้ยมาก่อนเลยทำไม่ได้เลย พี่แหลมก็เลยสาธิตให้เราดู แกลงพื้นเหมือนวิดพื้นท่าเตรียม แล้วแกก็ยกแขนข้างนึงขึ้นชูนิดนึงแล้วเอียงตัวขยับขาเดินวัดพื้นไปข้างหน้าด้วยแขนและปลายเท้า โดยไม่ให้ตัวแตะพื้น ซึ่งพวกเราเห็นแล้วก็พากันขำเพราะมันเหมือนจริงๆ

พี่พงษ์แกก็นั่งอยู่ข้างผม แกก็แกล้งถามพี่แหลม แกว่าผมยังไม่เข้าใจพี่ พี่ทำให้ดูอีกรอบ พี่แหลมยิ้มแล้วเราก็ได้ดูแกเดินเหี้ยให้ดูรอบสอง พอทีนี้ก็ถึงตาพวกเราเดินตามแกบ้าง เหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง แต่เละเทะทุกคน พอเข้าด่านเรือบก กะอะไรๆอีกสักพัก ทั้งเสื้อทั้งกางเกงก็มีแต่สีแดงโคลนสีเดียว

พอครบชุดแรกของวันเสร็จ ครูแปรงก็เรียกรวมพล ครูให้พวกเรามารวมตัวกัน ให้โอวาทแล้วให้พวกเราไปหาหินมาคนละก้อน เล็กใหญ่ก็ได้ตามสะดวก พอหามาได้ ครูก็กล่าวต่อว่าก่อนที่จะฝึกทหารนั้น ตะก่อนมีทั้งเจ้า ทั้งนาย ไพร่ มาฝึกร่วมกันถ้ามีใครสักคนยังถือต้วว่าตนดีกว่าคนอื่น สูงศักดิ์กว่าคนอื่น เผลอๆคิดว่าสูงกว่าครูผู้สอน ก็จะพาลให้ไม่ยอมฝึก และเสียระบบ ครูจึงให้เราใช้หินนั้นแทนยศและศักดิ์ของเราที่มี เเละเมื่อวางหินใส่ขันแล้ว เราทุกคนมีสภาพเสมอกัน เป็นเพียงผู้ฝึกทหารเหมือนกัน

เมื่อวางหินแล้วครูก็ให้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ ตามกฏสำนัก แปดข้อ แล้วก็มีเพิ่มข้อ 9 พิเศษขึ้นมาในครั้งนี้ ทุกคนต้องดื่มน้ำแช่หอก แช่ดาบ สาบาน แล้วครูก็กล่าวเปิดการฝึก

การฝึกก็จะเป็นด่านๆ เหมือนค่ายลูกเสือแต่หนักกว่าหน่อย มีหลายด่านผมก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ทุกคนได้รับไม้หวายคนละท่อนตอนแรกก็เอาเชือกผูกไว้ต่างปืนยาว หลังๆก็เอามาถือเป็นดาบ เพราะมีฐานดาบเดี่ยวที่พี่ป๊อปคุม ของพี่ยิ่งจะเป็นด่านคล้องเชือก ของพี่แหลมเป็น ด่านอับราฮัม ร้องเพลงเต้นรำหมุนเอวตามสไตล์พี่เขา

ที่จำได้ดีก็คือ เดินขึ้นยอดเขาหัวโล้น ระหว่างทางก็ไปเจอด่านต่อหลอดให้สูงที่สุด พอผ่านด่านนี้ก็กินข้าวเที่ยงของวัน ข้าวที่ว่าก็คือ ถั่วเม็ดสีน้ำตาลคลุกเกลือป่น กับข้าวสวย ทั้งหมดเอามาคลุกรวมกันบนถุงพลาสติกสีขาว แต่ก็อร่อยดีเหมือนกัน

พอกินเสร็จก็มุ่งหน้าขึ้นยอดเขา พอไปถึงยอดเขาได้สักครู่เดียว เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า ลมฝนราวพายุก็เข้ามาถล่มเราอย่างหนัก ได้ยินเสียงตะโกนให้ลงจากเขาทันที ทีนี้แหละ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องต่างกระโจนลงจากยอดเขาลูกนั้นแทบไม่เป็นกระบวน บางคนไถลลงเขาอย่างกะสไลเดอร์ทีเดียว











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น